รายงานจาก Fortune Business Insights ที่เผยแพร่ในเดือนเมษายน 2026 ชี้ว่าตลาดอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจาก 9.11 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 45.87 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2034
สาระสำคัญของรายงานไม่ใช่เพียงการเพิ่มความฉลาดให้กับอุปกรณ์ แต่คือการฝัง AI เข้าไปในงานคัดกรอง วิเคราะห์ภาพ วินิจฉัย เฝ้าระวัง จัดลำดับงาน และสนับสนุนการรักษา นั่นทำให้คุณค่าทางธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ในอัลกอริทึม แต่อยู่ที่ความเสถียรของระบบ ข้อมูลที่เชื่อมต่อได้จริง และความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ในสภาพแวดล้อมคลินิก
สำหรับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ประเด็นท้าทายจึงไม่ใช่แค่ความแม่นยำของโมเดล แต่รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลที่ปลอดภัย แดชบอร์ดที่ใช้งานได้จริง และการมองเห็นสถานะการทำงานของอุปกรณ์แบบเรียลไทม์ ถ้าขาดองค์ประกอบเหล่านี้ ฟีเจอร์ AI จะกลายเป็นเพียงฟังก์ชันเดี่ยว ๆ ที่ไม่ช่วยปรับเวิร์กโฟลว์โดยรวม
รายงานยังระบุว่าอเมริกาเหนือครองส่วนแบ่ง 41.6% ในปี 2025 และสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดหลักของภูมิภาค ขณะเดียวกัน การเติบโตยังหนุนโดยกลุ่ม imaging, remote monitoring และ connected health ซึ่งสะท้อนว่าตลาดนี้ต้องการทั้งฮาร์ดแวร์ที่ไว้ใจได้และซอฟต์แวร์ที่รองรับการใช้งานจริงในโรงพยาบาล
ภาพรวมของการเติบโต
รายงานประเมินการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 19.85% ระหว่างปี 2026 ถึง 2034 ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมกำลังขยับจากช่วงเริ่มต้นไปสู่การใช้งานในวงกว้างมากขึ้น
แรงขับหลักมาจากความต้องการเครื่องมือวินิจฉัยที่เร็วและแม่นยำขึ้น จำนวนการตรวจภาพทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น และการใช้ predictive AI ในโรงพยาบาลมากขึ้น ในเชิงปฏิบัติ นี่หมายความว่าผู้ผลิตต้องสร้างอุปกรณ์ที่ช่วยลดเวลา ลดภาระงาน และไม่เพิ่มความซับซ้อนให้ทีมคลินิก
อีกประเด็นที่รายงานเน้นคือหมวด hardware และ devices ยังเป็นกลุ่มหลักของตลาด นั่นบอกเราว่าตลาดนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบระบบทั้งก้อน ตั้งแต่ตัวอุปกรณ์ เฟิร์มแวร์ การสื่อสารข้อมูล ไปจนถึงเลเยอร์การแสดงผลและการตัดสินใจ
พื้นที่ที่ต้องจับตา
รายงานมองว่า wearable devices และ remote monitoring เป็นเทรนด์สำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการดูแลที่ขยายจากโรงพยาบาลไปสู่บ้านและชุมชน อุปกรณ์ที่ใช้ AI จึงต้องช่วยตรวจจับความผิดปกติได้เร็ว และช่วยทีมแพทย์คัดกรองเหตุการณ์ที่ควรได้รับการตอบสนองก่อน
ในโรงพยาบาลเอง AI-enabled devices ยังมีบทบาทชัดเจนใน radiology, surgery และ patient monitoring โดยรายงานระบุว่าสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลยังสร้างรายได้สูงสุด เพราะเคสมีความซับซ้อนและต้องการเครื่องมือที่เพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพของเวิร์กโฟลว์
ส่วน homecare settings มีแนวโน้มเติบโตเร็วขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะอุปกรณ์ต้องทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้เท่าโรงพยาบาล ทั้งด้านสัญญาณเครือข่าย แบตเตอรี่ การซิงก์ข้อมูล และประสบการณ์ใช้งานของผู้ป่วยหรือผู้ดูแล
นี่คือจุดที่การคิดแบบระบบมีความสำคัญ อุปกรณ์ที่ทำงานได้ดีในห้องแล็บแต่จัดการข้อมูลไม่ได้เสถียรหรือมองสถานะการใช้งานจริงไม่ได้ จะรองรับโมเดลการบริการด้านสุขภาพยุคใหม่ได้ยาก
นัยต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์
ตลาดภูมิภาคยังสะท้อนความแตกต่างเชิงโครงสร้าง อเมริกาเหนือได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ก้าวหน้าและการยอมรับ digital health สูง ขณะที่ยุโรปเติบโตจากสังคมสูงวัยและภาระโรคเรื้อรัง ส่วนเอเชียแปซิฟิกขยายตัวจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการเครื่องมือคัดกรองและติดตามอาการ
มุมนี้บอกชัดว่าไม่มีแนวทางเดียวที่ใช้ได้ทุกตลาด การเชื่อมต่อกับระบบโรงพยาบาล ข้อกำหนดข้อมูล และรูปแบบการใช้งานจริงต้องถูกออกแบบตามบริบทของแต่ละภูมิภาค
รายงานยังชี้ว่าตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างกระจายตัว โดยผู้เล่นอย่าง Medtronic, Siemens Healthineers, Koninklijke Philips และ GE HealthCare มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี AI ฝังอยู่ในระบบ พร้อมขยายคุณค่าด้วยซอฟต์แวร์ ความร่วมมือ และการรองรับหลาย setting
สำหรับ Paw Partners บทเรียนสำคัญคือ AI-enabled medical devices จะสร้างคุณค่าได้ยั่งยืนก็ต่อเมื่อมีการออกแบบร่วมกันระหว่าง electronic prototyping, connected-device architecture, software systems, automation และ dashboards ที่ช่วยให้ทีมปฏิบัติการเห็นข้อมูลอุปกรณ์ได้ชัดเจน
เมื่อข้อมูลจากอุปกรณ์ไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มโรงพยาบาลและเวิร์กโฟลว์บริการได้อย่างมั่นคง AI จึงไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ แต่กลายเป็นระบบที่ทำงานได้จริงในระดับองค์กร
แหล่งข้อมูล: Fortune Business Insights, AI-enabled Medical Devices Market
สิ่งที่ทีมวิศวกรรมควรโฟกัส
การเติบโตของตลาดนี้ไม่ใช่แค่โอกาสทางยอดขาย แต่เป็นแผนที่ความต้องการของทีมวิศวกรรม ตั้งแต่ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ การจัดการข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไปจนถึงการรองรับการใช้งานตลอดอายุผลิตภัณฑ์
ถ้าองค์กรมอง AI เป็นเพียงฟีเจอร์ของอุปกรณ์ จะเสี่ยงต่อการลงทุนไม่ครบในโครงสร้างรอบ ๆ ตัวมัน ทั้ง dashboard, alerting, integration และ operational visibility ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่โรงพยาบาลต้องการจริง
ในทางปฏิบัติ Paw Partners สามารถช่วยเชื่อมงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงใน healthcare operations เพื่อให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้มีทั้งความปลอดภัย ความเสถียร และการนำไปใช้ในงานได้จริง
สุดท้าย ลูกค้าจะไม่ได้เลือกอุปกรณ์จากสิ่งที่มันตรวจจับได้เพียงอย่างเดียว แต่จะเลือกจากความสามารถในการเชื่อมเข้ากับระบบคลินิกและการดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและน่าเชื่อถือ